วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

งานวิจัย meme

ในอดีต เราเชื่อกันว่าความฉลาดเฉลียวแบบอัจฉริยะ หรือคนที่ถูกเรียกว่า Genius นั้น เป็นเรื่องที่ถูกกำหนดพันธุกรรม (gene) หรือไม่ก็ด้วยโครงสร้างสมอง ที่ไม่เหมือนมนุษย์ธรรมดา แต่ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ผลงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องสมอง และความเป็นอัจฉริยะจำนวนมาก ทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์ ผู้รู้ และนักจิตวิทยาชั้นนำของโลกสรุปว่า สติปัญญาระดับอัจฉริยะถูกกำหนดด้วย meme มากกว่า gene หรือพันธุกรรม

meme ที่ว่านี้ก็คือ ระบบและนิสัยการคิดที่เราใช้เป็นประจำนั่นเอง
งานวิจัยเกี่ยวกับ meme ของบรรดาอัจฉริยะของโลกนับร้อยคน ไม่ว่าจะเป็นโสเครติส เซอร์ไอแซค นิวตัน โทมัส เจฟเฟอร์สัน โทมัส เอดิสัน ไล่มาจนถึงไอน์สไตน์ แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้ มีระบบการทำงานของสมอง และมีวิธีคิดร่วมที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งระบบวิธีคิดเหล่านี้ คนธรรมดาๆ สามัญสามารถลอกเลียนแบบได้
การเห็นภาพด้วยใจ หรือมโนคติ
คนเราเวลาคิด จะมีพฤติกรรมอย่างน้อย 2 แบบ คือคิดแบบเป็นเสียงดังอยู่ภายใน และการคิดแบบเห็นภาพ โดยคนธรรมดาๆ จะมีพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คนที่มีไอคิว (IQ) สูงทั้งหลายมักจะเป็นคนประเภทคิดแล้วสามารถเห็นภาพตามไปด้วยพร้อมกัน ทำให้สามารถสร้างภาพต่างๆ ขึ้นในใจได้ตามที่ตนต้องการ มีรายละเอียด สีสัน มิติ ชัดเจนแทบจะเหมือนของจริง
การคิดเป็นภาพ เป็นการทำงานของสมองซีกขวา
ท่านที่คุ้นเคยกับเรื่องการทำงานของสมองคงจะพอทราบมาบ้างแล้วว่า มนุษย์แต่ละคน เน้นหนักการใช้สมองแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน บางคนเน้นใช้สมองซีกซ้าย บางคนเน้นสมองซีกขวา
สมองซีกซ้าย ทำหน้าที่คิดตามข้อมูล หลักตรรกะเหตุผลที่เราได้เรียนรู้มา
ส่วนสมองซีกขวา ทำหน้าที่สร้างภาพ รับรู้อารมณ์ และความรู้สึกจากประสาทสัมผัสทั้งห้า เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับจินตนาการ การหยั่งรู้เองตามธรรมชาติ (intuition)
มนุษย์อัจฉริยะทั้งหลายนอกจากจะมีสมองข้างซ้ายใช้การได้ดีอยู่แล้ว ก็มักจะมีสมองข้างขวา ที่ได้รับการพัฒนาสูงมากกว่าคนธรรมดาๆ ด้วย
กลับมาที่เรื่องการคิดเป็นภาพ ประโยชน์อนันต์ของการสามารถคิดเป็นภาพได้แก่ ความสามารถที่จะรับรู้ข้อมูลที่จิตใต้สำนึกส่งมาให้เราได้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าจิตใต้สำนึกของเราคือ genius ตัวจริงภายในตัวมนุษย์ทุกคน
จิตใต้สำนึกของเรา ที่จริงก็คือคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงยอดเยี่ยม ซึ่งเก็บข้อมูลทุกเรื่องที่ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเราเอาไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะผ่านมานานเท่าไรแล้วก็ตาม subconscious mind ยังรู้ข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ระบบการทำงานภายในร่างกาย และระบบวิธีคิดของเรา แต่โดยปรกติเราจะไม่รู้วิธีสื่อสารเพื่อดึงข้อมูลจากจิตใต้สำนึกมาใช้
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า จิตใต้สำนึกมักจะสื่อสารกับเราตลอดทั้งวัน แต่สื่อสารเป็นภาพ (image) จะเป็นภาพที่ปรากฏในความฝัน หรือภาพที่แวบเข้ามาในใจชั่วครู่เดียว แต่จะมีเฉพาะคนที่คุ้นเคยกับคิดเป็นภาพ และการเห็นภาพแสง สี เสียงในใจชัดเจนเท่านั้น ที่จะสามารถจับภาพข้อมูลที่จิตใต้สำนึกส่งมาให้เราอยู่ตลอดเวลาได้
จะเห็นได้ว่านักวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์คิดค้น มักจะเล่าว่าตนเองจะเห็นภาพสิ่งที่ตนเองต้องการคิด หรือจะประดิษฐ์ล่วงหน้าแล้วในใจด้วยตาใน แล้วค่อยย้อนไปทดสอบว่า การค้นคว้าหรือสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นจะใช้การได้หรือไม่
การบันทึกความคิดจากจิตใต้สำนึก
บรรดานักคิดอัจฉริยะจะมีเรื่องเล่าคล้ายๆ กันว่า พวกเขามักจะได้ยินเสียงแปลกๆ หรือมีความคิดดีๆ แวบเข้ามาในใจ ในขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับความคิดที่แวบเข้ามา และพวกเขาก็จะรีบบันทึกเรื่องราวหรือความคิดเหล่านั้นลงเป็นตัวอักษรทันที เพราะความคิดที่จิตใต้สำนึก สื่อสารมาให้เหล่านี้ ก็เหมือนความฝัน ซึ่งถ้าไม่รีบตื่นมาจดเอาไว้ ไม่ช้าก็จะเลือนหายไป และไม่สามารถเรียกคืนมาได้ เพราะความคิด ความฝันเหล่านี้ ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในสมองส่วนที่เราใช้งานอยู่ทุกวัน
นอกจากการบันทึกความคิดที่ผ่านเข้ามาโดยบังเอิญแล้ว บรรดาอัจฉริยะทั้งหลายยังชอบบันทึก feed back หรือความรู้สึกของตนที่มีต่อสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น เช่น เวลาอ่านหนังสือแล้วมีข้อสงสัย ความคิดขัดแย้ง ข้อวิพากษ์วิจารณ์ ก็จะรีบเขียนบันทึกไว้เดี๋ยวนั้น ตอนนั้น อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า บันทึกสิ่งที่เป็น first impression หรือความรู้สึกแรกของเราเกี่ยวกับเรื่องนั้น โดยไม่ผ่านกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ประโยชน์ของการทำเช่นนี้ คือ เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก sub-conscious mind ของเรา ซึ่งมักจะเป็นความรู้หรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ยิ่ง
การทำงานที่ท้าทายอยู่เสมอเพื่อให้จิตเข้าสู่ Flow State
ประสบการณ์ร่วมของอัจฉริยะอีกเรื่องหนึ่งคือกับเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า 'the flow state' ในระหว่างการทำงาน Mihalyi Csikszentmihalyi นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือชื่อดังเรื่อง Flow: The Psychology of Optimal Experience อธิบายว่า the flow state ก็คือสภาวะที่จิตใจของเรา ไปจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่ จนกระทั่งไม่มีความคิดอื่นๆ หรือเสียงรบกวนภายในอื่นๆ ผ่านเข้ามาในใจ หรือที่ในภาษาพุทธเรียกว่าอยู่ในสมาธินั่นเอง
นอกจากนี้ Csikszentmihalyi ทำการสัมภาษณ์คนจำนวนมากจากหลากหลายอาชีพทั่วโลกและพบว่า จิตของคนเราจะทำงานได้มีพลังมากที่สุด เมื่อถูกบังคับให้ทำงานที่มีความท้าทายกำลังพอเหมาะ ไม่ยากเกินไป และไม่ง่ายเกินไป ถ้าทำงานที่ยากเกินไป จะทำให้จิตเกิดความกังวล อึดอัด เกิดสภาวะจิตจดจ่อเกินควร หรือมีความกลัวว่าจะทำไม่ได้ ทำไม่ทัน ส่วนงานที่ง่ายเกินไปจะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำงานผิดพลาดได้ง่าย
จากการศึกษาชีวิตคนที่เป็นอัจฉริยะ พวกเขามักจะทำงานประดิษฐ์ คิดค้นใหม่ๆ ซึ่งยังไม่เคยมีใครคิดมาก่อน ทำมาก่อน หรือทำเรื่องที่ท้าทายตนเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้ใจไปจดจ่อกับการคิดเรื่องนั้นๆ ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ เป็นสาเหตุให้การคิด การกระทำของคนเหล่านี้มีพลัง และคิดได้ต่อเนื่อง ยาวนาน ความต่อเนื่องของพลังความคิดทำให้คนคนเดียวอย่างโทมัส เอดิสัน สามารถสร้างและจดทะเบียนสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ขึ้นมาได้กว่า 1 พันชนิด และบันทึกความรู้ และข้อคิดต่างๆ ลงในรูปหนังสือและโน้ตต่างๆ ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังคิดเป็นพื้นที่หน้ากระดาษรวมแล้วกว่า 3 ล้านหน้า
Gerontologist หรือผู้เชี่ยวชาญด้านคนชราในสหรัฐท่านหนึ่ง คือ David Snowdon ได้ไปทำการศึกษาชีวิตของแม่ชีสำนัก Notre Dame ในรัฐมินนิโซตาของสหรัฐ ซึ่งทั้งกลุ่มจะมีอายุยืนระหว่าง 90-100 กว่าปี และยังมีความจำตลอดจนสุขภาพดี ไม่มีอาการหลงลืมเหมือนคนชราโดยทั่วไป Snowdon พบว่า แม่ชีสำนักนี้จะมีความเชื่อว่าคนเราจะต้องไม่อยู่นิ่งเฉย จะต้องมี กิจกรรมทางความคิด ต้องเรียนรู้ เล่นเกม มีการโต้วาที พูดคุย สัมมนาอยู่ตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้สมองและเวลาผ่านไปอย่างว่างเปล่า นอกจากนี้ แม่ชีทุกคนในสำนักนี้ก็จะเขียนบันทึกไดอารี่ (diary) แบบละเอียดเกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก และการแสวงหาจิตวิญญาณของตนเองทุกวัน กิจกรรมเหล่านี้ทำให้บรรดาแม่ชีสำนักนี้ มีสมองที่ยังมีประสิทธิภาพเฉียบคมในวัยชรา คงยังเฉียบคม ดังนั้น Snowdon จึงได้ข้อสรุปว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในวัยใด สมองของเราจะทำงานได้อย่างดี หากเราฝึกฝนให้สมองมีสิ่งท้าทายอยู่เรื่อยๆ
ข้อสรุปข้างต้นตรงกันกับงานวิจัยของ Csikszentmihalyi ที่ว่าคนที่ต้องการฝึกฝน ให้จิตและสมองของตนมีพลังก้าวเข้าสู่ the flow state จะต้องใช้ชีวิตแบบที่มีความสลับซับซ้อน ต้องคิด เขียน แก้ปัญหาบ่อยๆ แทนที่จะใช้ชีวิตง่ายๆ เรียบๆ จนเกินไป จนสมองไม่ได้รับการกระตุ้นหรือท้าทายสติปัญญา และในขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่บีบบังคับตนเอง ให้ทำให้สิ่งที่เกินความสามารถของตนจนเกินไป จนกระทั่งทำให้เกิดความกังวล ความเครียด ซึ่งจะมาทำลายสมาธิและพลังความคิดของเราในที่สุด
โดยสรุป สมองของเราจะทำงานได้ดีที่สุด และมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมที่สุด ก็ต่อเมื่อเราตั้งสติและตั้งสมาธิไว้กลางๆ ไม่ตั้งความมุ่งมั่นจนเกินไป ไม่ย่อหย่อนจนเกินไป แต่มีความคิดและจิตสำนึกที่เป็นกลางๆ นั่นแหละถึงจะเรียกว่าที่สุดของประสิทธิภาพของสมอง ดังคำสอนเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าโปรดชี้ทางไว้นั่นเอง
......................................

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น